About Me

รูปภาพของฉัน
สวัสดีครับ ผมชื่อต้อแต้ ชอบเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอที เลยอยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆครับ ^_^

Connect with Us

Popular Posts

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HardWare แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ HardWare แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

10 เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวคุณ


ในปัจจุบันเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อันทันสมัยก็เริ่มกลายเป็นของใช้จำเป็นสำหรับชีวิต ประจำวันเข้าไปทุกที ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา หูฟัง หรือแม้กระทั่งกล้องถ่ายรูป เชื่อว่าอุปกรณ์แทบทุกชิ้นที่ยกตัวอย่างมา ทุกคนที่กำลังอ่านอยู่น่าจะมีใช้งานกัน "อย่างน้อย" คนละหนึ่งชิ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น วันนี้เราจะมาสำรวจเทคโนโลยีใกล้ตัวของเราไปพร้อม ๆ กัน เพราะอุปกรณ์ใกล้ตัวเรานี่แหละ สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด
1. Smartphone อวัยวะลำดับที่ 33 ของทุกคน
           คนแทบทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพน่าจะต้องมีโทรศัพท์มือถือเป็นของใช้ประจำกายกันแทบทุกคน แต่รู้หรือเปล่าว่าสมาร์ทโฟนในยุคนี้ทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด ปัจจุบันเราสามารถพูดคุยกับมือถือของเรา สั่งงานด้วยเสียงได้โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม สมาร์ทโฟนใหม่ ๆ แทบทุกรุ่นมี GPS ติดตั้งในตัว เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือนำทางได้ ล่าสุดมีการประยุกต์ใช้สมาร์ทโฟนให้กลายเป็นเครื่องมือนำทางของคนตาบอด โดยใช้ความสามารถของการสั่งงานด้วยเสียงและการระบุตำแหน่งด้วยระบบ GPS ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เมื่อเราอยากจะตัดสินใจอะไร เราอาจจะต้องหันมาพูดคุยปรึกษากับอวัยวะลำดับที่ 33 นี้ก็เป็นได้นะ

2. Bluetooth Headset เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ข้างใบหู
           รู้หรือเปล่าว่าหูฟังชิ้นเล็ก ๆ นี้มีเทคโนโลยีมากมายที่ได้ถูกบรรจุเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีในการตัดเสียงรบกวนรอบข้างที่จะช่วยให้การสนทนาของเรา เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งมีเทคโนโลยีหลายรูปแบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น การใช้ไมค์รับเสียงแบบพิเศษที่สามารถตรวจสอบคลื่นรบกวน เสียงลม เสียงรอบข้างที่ไม่ใช่เสียงพูดได้ หรือการใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจจับการขยับของกล้ามเนื้อเพื่อใช้เป็นข้อมูล ประกอบการตัดสินใจในการตัดเสียงรบกวน นอกจากนี้หูฟังบลูทูธอย่าง Jawbone ยังสามารถลงแอพพลิเคชั่นเพื่อเพิ่มความสามารถ เพิ่มฟังก์ชั่นการทำงานได้อีกด้วย

3. Headphone นวัตกรรมเพื่อความบันเทิง
           รู้หรือเปล่าว่าเสียงคุณภาพดีที่ได้จากหูฟังแต่ละประเภทมีเทคโนโลยีระดับสูง ซ่อนอยู่มากมาย การออกแบบหูฟังตัวใหญ่ ๆ กับการออกแบบหูฟังแบบ In-Ear ก็จะใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน พื้นฐานของการออกแบบหูฟัง ก็คือการพยายามย่อขนาดส่วนประกอบต่าง ๆ ของลำโพงมาบรรจุไว้ในหูฟัง โดยรักษาระดับคุณภาพของเสียงไว้ให้ได้มากที่สุด ฉะนั้นหูฟังจึงมีหลายระดับราคา ในหูฟังราคาระดับหมื่นบาทนั้นภายในจะประกอบด้วยวงจรตัวขับที่ออกแบบอย่าง พิถีพิถัน เพื่อให้ได้เสียงร้องที่ชัดเจน เสียงเบสที่หนักแน่น ลองฟังเพลงเดิมด้วยหูฟังดี ๆ สักตัวดูสิ แล้วจะรู้ว่าความแตกต่างของคุณภาพเสียงเป็นอย่างไร

4. Watch เมื่อนาฬิกาเป็นมากกว่าเครื่องบอกเวลา
           ถามว่านาฬิกาเรือนนี้ "ทำอะไรได้บ้าง?" คงจะได้คำตอบมากมายเพราะนาฬิกาในยุคที่เทคโนโลยีก้าวกระโดดแบบนี้ เพราะมักมีฟังก์ชั่นการทำงานที่นอกเหนือจากความสามารถพื้นฐานอย่างใช้จับ เวลา หรือใช้บอกเวลาทั่วโลก นาฬิกาบางรุ่นสามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้ถ่านและยังคงความเที่ยงตรงไว้ ได้สมบูรณ์ 100% ซึ่งยากที่นาฬิกาแบบออโตเมติกรุ่นก่อน ๆ จะทำได้ หรือนาฬิกาที่ใช้เป็นโทรศัพท์ นาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อนักดำน้ำ นักปีนเขา หรือกิจกรรมเฉพาะด้าน ลองมองดูนาฬิกาที่เราสวมอยู่สิครับว่าทำอะไรได้บ้าง? มองดูแล้วอยากจะเปลี่ยนนาฬิกากันบ้างหรือยัง?

5. Tablet เมื่อความบันเทิงพกติดตัวไปได้ทุกที่
           ตั้งแต่แอปเปิลเปิดตัว iPad เราก็ได้เห็นพฤติกรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคดิจิตอลเปลี่ยนไปพอ สมควร และในตอนนี้ก็มีแท็บเล็ตออกมามากมายหลายรุ่นให้เลือกใช้งาน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ? รู้หรือไม่ว่าเราสามารถเข้าไปศึกษาหรือเข้าเรียนคอร์สต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศแบบออนไลน์ได้ เราสามารถแก้ไขไฟล์เอกสารงานต่าง ๆ ได้ด้วยชุดแอพพลิเคชั่นออฟฟิศที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาคอมพิวเตอร์ อีกต่อไป และถ้าเราเป็นผู้ที่ชื่นชอบความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ เดี๋ยวนี้มีเกมบนแท็บเล็ตที่เราสามารถเล่นกับเพื่อน ๆ ที่ออนไลน์อยู่อีกฝั่งนึงของโลกได้แบบเรียลไทม์เลยทีเดียว

6. E-Reader เพื่อนคู่ใจหนอนหนังสือ
           หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับอุปกรณ์ E-Reader อย่าง Amazon Kindle หรือ Nook อุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์คู่ใจหนอนหนังสือยุคไอที แต่ไม่ช้าก็เร็วเจ้า E-Reader จะเข้ามาแทนที่หนังสือเกือบ 100% อย่างแน่นอน รู้หรือเปล่าว่าเจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ช่วยให้เราสามารถขนหนังสือเป็นพัน ๆ เล่มติดตัวไปได้โดยมีน้ำหนักไม่ถึงหนึ่งกิโลกรัม เทคโนโลยีที่ใช้ในการแสดงผลก็ให้รู้สึกในการอ่านที่ใกล้เคียงกับกระดาษอ่าน สบายตา และยังมีฟังก์ชั่นดี ๆ อย่างระบบ Note และ Bookmark ที่เราสามารถซิงค์ข้อมูลการอ่านของเราได้กับอุปกรณ์หลายตัว ทำให้สามารถอ่านหนังสือเล่มโปรดได้ทุกที่ทุกเวลาเลยล่ะ

7. Laptop เมื่อต้องพกคอมพิวเตอร์ติดตัวไปทุกที่
           ไม่ว่าเราจะทำงานในสาขาอาชีพอะไร เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ดูจะเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานไปแล้ว และนับตั้งแต่วันที่แล็ปท็อปเครื่องแรกถือกำเนิดขึ้น ทำให้เราหอบหิ้วเครื่องคอมพิวเตอร์ไปได้ทุกที่ จนถึงวันนี้ก็มี Ultrabook ที่เป็นแล็ปท็อปดีไซน์บางเฉียบ มีน้ำหนักเบา พกพาสบายไม่เป็นภาระ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพระดับเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ ๆ หรือแล็ปท็อปเครื่องหนัก ๆ ที่น่าสนใจคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่เดี๋ยวนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งแบบสแกน นิ้วมือและแบบจดจำใบหน้า มีหน้าจอการแสดงผลที่ละเอียดและแสดงผลได้สวยงามไม่แพ้จอรุ่นใหญ่ ๆ ในอนาคตอันใกล้เราคงจะได้เห็นการรวมกันระหว่างแท็บเล็ตและแล็ปท็อปก็เป็นได้

8. Compact Camera กล้องขนาดเล็กคุณภาพเกินตัว
           กล้องคอมแพคถือเป็นกล้องที่ขายดีที่สุด เพราะมีขนาดเล็ก พกพาสะดวก ราคาไม่แพง เมื่อก่อนการใช้งานกล้องคอมแพคก็เพียงเพื่อเก็บภาพประทับใจโดยไม่ได้คาดหวัง กับคุณภาพของภาพสักเท่าไร แต่รู้หรือเปล่าว่าในปัจจุบันเทคโนโลยีที่อยู่ในกล้องตัวเล็ก ๆ นี้ก้าวหน้าไปมาก กล้องคอมแพคสามารถโฟกัสใบหน้าคนได้อัตโนมัติ สามารถจดจำใบหน้าของคนที่เรารู้จัก และยังสามารถบันทึกพิกัดของสถานที่ที่เราเก็บภาพได้ด้วยระบบ GPS แถมยังสามารถส่งข้อมูลผ่าน WiFi เพื่อโอนหรือแชร์ภาพถ่ายได้ทันที และนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Mirrorless ซึ่งเป็นกล้องตัวเล็กที่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ ก็ช่วยให้เราได้ภาพในระดับมืออาชีพเลยทีเดียว

9. GPS เพื่อนคู่ใจในการเดินทาง
           ไลฟ์สไตล์ของคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวชอบการเดินทาง อุปกรณ์นำทางอย่าง GPS Navigator ก็คงจะเป็นอุปกรณ์คู่ใจที่ช่วยให้การเดินทางมีสีสันมากยิ่งขึ้น บางคนอาจจะใช้เพียงฟังก์ชั่นพื้นฐานเท่านั้น แต่รู้หรือเปล่าว่าอุปกรณ์ GPS ในสมัยนี้มีราคาที่ถูกลงมาก แถมมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจุด POI ที่ครอบคลุมมากขึ้น ระบบการจับสัญญาณดาวเทียมเพื่อคำนวณพิกัดที่ดียิ่งขึ้น ลูกเล่นในการบอกเส้นทาง เช่น การแสดงภาพทางร่วมทางแยกต่าง ๆ เป็นรูปภาพพร้อมแสดงช่องจราจรให้เสร็จสรรพ ป้องกันการเข้าเลนผิดช่องในเมืองใหญ่ ๆ ที่ถนนพันกันเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นของการพูดบอกเส้นทางเป็นภาษาต่าง ๆ ทั้งไทยและเทศ ไทยเหนือ ไทยอีสาน เสียงผู้ชาย เสียงผู้หญิง และลูกเล่นอีกมากมายที่จะช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องน่าสนุกมากยิ่งขึ้น

10. Handheld Game Console พกความสนุกไปทุกที่
           ในยุคดิจิตอลที่เกมและความบันเทิงเป็นของคู่กัน เครื่องเกมแบบพกพา จึงเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เครื่องเล่นเกมแบบพกพาอย่าง Nintendo DS, 3DS และ Sony PSP, Vita เป็นเครื่องเล่นเกมแบบพกพาที่อัดแน่นทั้งความบันเทิงและเทคโนโลยี แต่รู้หรือเปล่าว่าเครื่องเล่นเกมเครื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อเล่น เกมออนไลน์ได้ และถึงจะมีหน้าจอเล็ก ๆ แบบนี้แต่ก็สามารถใช้ดูหนังฟังเพลงด้วยการแสดงผลภาพและเสียงที่ทำได้อย่างดี เยี่ยม นอกจากนี้ การเล่นเกมยังเพิ่มอรรถรสด้วยระบบสั่นสะเทือนในตัว สามารถเล่นเกมที่แสดงผลในแบบ 3 มิติได้ ทั้งยังมีเทคโนโลยีล่าสุดอย่าง AR (Augmented Reality) ที่พลิกโฉมรูปแบบในการเล่นเกมแบบพกพาไปอย่างสิ้นเชิง ใครที่ยังไม่ไม่เคยเล่น ลองหาโอกาสไปสัมผัสกันดูนะครับ


-------------------------
ที่มา - prthai.com

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

80 Plus คืออะไร เทคโนโลยี 80+



80 Plus อ่านว่า “แปด-สิบ-พลัส” คือมาตรฐานเรื่องประสิทธิภาพในการแปลงไฟจากไฟบ้าน 220 โวตต์ เป็นไฟที่คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์นำไปใช้ ชิ้นส่วนที่ทำหน้าที่ในการแปลงไฟนี้เรียกว่า “คอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลาย” ฉะนั้น 80 Plus ก็คือมาตรฐานการประยัดไฟสำหรับคอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลาย ตัวเลขประสิทธิภาพยิ่งสูง ความสามารถในการแปลงก็ยิ่งมาก ซึ่งตัวเลขประสิทธิภาพของเพาเวอร์ซัพพลายนี้ใช้หน่วยเป็นเปอร์เซ็นในการวัดเช่น 65%, 70%, 75% ซึ่งเพาเวอร์ซัพพลายปกติจะอยู่ระหว่าง 65%~75%  แต่ถ้าเป็นเพาเวอร์ 80 Plus จะอยู่ที่ 80% ขึ้นไป แต่สูงแค่ไหนก็ยังเรียกว่า 80 Plus

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง เพาเวอร์ซัพพลายทั่วไป กับ เพาเวอร์ซัพพลาย 80 Plus


คอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลาย คือ ชิ้นส่วนที่อยู่ภายในเคส ทำหน้าที่รับไฟบ้านมาแปลงให้ฮาร์ดแวร์
• ที่มาของมาตรฐาน 80 Plus
     คอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลาย ทำหน้าที่ดึงไฟจากไฟบ้านมา 100% แต่หลังจากแปลงแล้วจะเหลือแค่ 65%~75% ให้คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์นำไปใช้งาน (แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน) ส่วนที่เหลือจะสูญเสียไปในรูปแบบพลังงานความร้อน พลังงานส่วนนี้แหละ ที่คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ไม่ได้นำใช้งาน แต่ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายค่าไฟตามปกติ ยิ่งสูญเสียมาก ผู้บริโภคยิ่งจ่ายค่าไฟมาก ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาคอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลายให้มีประสิทธิภาพในการแปลงไฟให้เกิน 80% ขึ้นไป ประเทศอเมริกาจึงกำหนดมาตรฐานนี้ขึ้นมา ให้คอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลายที่จำหน่ายในประเทศอเมริกาต้องมีประสิทธิภาพการแปลงไฟเกิน 80% หรือเรียกว่า 80 Plus (แปด สิบ พลัส) นั่นเอง

• จุดกำเนิด 80 Plus
     80 Plus เป็นมาตรฐานของอเมริกา กำหนดจากหน่วยงาน ชื่อว่า U.S. Energy Information Administration (EIA) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงพลังงาน (DOE) ของอเมริกา Ecos Consulting เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติในเรื่องทดสอบมาตรฐานตัวนี้โดยเฉพาะ 80 Plus ถือว่าเป็นมาตรฐานประหยัดพลังงานของคอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลายที่มีความเข้มงวดที่สุดในโลก ทุกวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีมาตรฐาน 80 Plus เรามีแต่ “มอก.” และ “ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5” หลายปีมาแล้วที่เราได้รู้จักกับตราฉลากดังกล่าวที่แปะอยู่ตามอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มากมาย อาทิ เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, โทรทัศน์ ฯลฯ แต่ทุกวันนี้ยังไม่มีมาตรฐานการประหยัดไฟสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์


     ซึ่งคอมพิวเตอร์ ถือว่าเป็นเครื่องใช้อิเล็คทรอนิค ที่ไม่สามารถเอาหลักการประหยัดไฟเบอร์ 5 มาใช้ได้ เนื่องจากภายในคอมพิวเตอร์นั้นประกอบไปด้วยอุปกรณ์หลายชิ้น ที่มาจากหลากหลายยี่ห้อ นำมาประกอบรวมกันเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง หากจะมีการนำมาใช้ก็จะต้องแยกเป็นชิ้นส่วนไป หรือ กำหนดมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ
การที่จะได้รับรองมาตรฐาน 80 Plus นั้น ผู้ผลิตจะต้องส่งพาวเวอร์ซัพพลายไปให้หน่วยงานที่อเมริการับรองเป็นรุ่นๆ ไม่ได้รับรองแบบเหมาแข่ง หมายความว่า มีรุ่นเดียวของแบรนด์นี้ผ่าน ก็คือเฉพาะรุ่นจริงๆ  รุ่นอื่นที่ยังไม่ผ่าน ก็จะต้องส่งไปทดสอบใหม่จนกว่าจะผ่านถึงจะได้รับการรับรอง

• ประโยชน์จากการใช้เพาเวอร์ซัพพลาย 80 Plus
     ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการใช้เพาเวอร์ซัพพลาย 80 Plus มี 2 ส่วนด้วยกัน
     ส่วนที่ 1 : ผู้บริโภค
     ส่วนที่ 2 : หน่วยงานผลิตไฟฟ้า(ที่ประเทศไทยก็คือ การไฟฟ้า)
     เมื่อนำทั้งสองส่วนมารวมกันผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือ “ประเทศ”
เอาล่ะ ผมมายกตัวอย่างของประเทศไทยดีกว่า จะได้เข้าใจง่ายๆ เพื่อให้รู้ว่า ถ้าคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยใช้เพาเวอร์ซัพพลาย 80 Plus ทุกตัว ผู้บริโภค, การไฟฟ้า และ ประเทศไทยจะประหยัดได้ปีหนึ่งเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้ผู้อ่านสับสน ผมคงไม่แสดงวิธีการคำนวน แต่จะเอาผลลัพที่ได้จากการคำนวนมาแสดงเป็นภาพให้ชมดังนี้


นี่แค่เครื่องเดียวต่อปีนะ ถ้า 3 ปีเท่าไร?และ 5 ปีเป็นเท่าไร? ถ้าบางคนมองแล้วยังประหยัดไม่พอ ผมให้ดูภาพต่อไปนี้ ทุกคนคงตกใจ


เป็นอย่างไรตัวเลขมากพอหรือยัง ไม่เป็นไร ผมให้ดูว่ารูปดังกล่าว เทียบเท่า Apple The New iPad กี่เครื่องแล้วกัน


เห็นหรือยัง ประเทศไม่ต้องใช้งบเลย เอาเงินที่ประหยัดนี้มาซื้อให้นักเรียนประถมได้เลย คนละเครือง เครื่องนี้ไม่ไช่เครื่องละ 2,000 บาท นี้เครื่องละตั้ง 20,000 บาท
ในมาตรฐาน 80 Plus เองก็มีอีกหลายระดับ เพราะว่าเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพไม่เท่ากัน เพื่อให้เห็นความแตกต่างใน 80 Plus จึงกำหนดจากสีป้ายดังนี้
แน่นอนยิ่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้นต้นทุนในการผลิตก็ยิ่งสูงขึ้น แล้วแต่ผู้บริโภคเลือกเอาป้ายสีไหน
ผู้ผลิตเพาเวอร์ซัพพลายจำนวนมากให้ความสนใจ ทำการผลิตเพาเวอร์ซัพพลายเพื่อให้ผ่านมาตรฐานของ 80 Plus มากยิ่งขึ้น และเมื่อผ่านมาตรฐานการทดสอบจะได้รับใบรับรองและตราสัญลักษณ์ 80 Plus สามารถนำไปใช้ติดบนเพาเวอร์ซัพพราย เพื่อการประชาสัมพันธ์ได้ โดยทางองค์กรจะให้การรับรองเฉพาะรุ่นที่ส่งเข้ามาทดสอบและผ่านมาตรฐานแล้วเท่านั้น หากคุณผู้อ่านอยากรู้ว่ามีเพาเวอร์ซัพพลายรุ่นไหน ยี่ห้ออะไรบ้าง สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์  www.80plus.org ได้เลยครับ
ประโยชน์ของการใช้เพาเวอร์ซัพพลายที่ได้รับมาตรฐาน 80 Plus จะมุ่งเน้นไปที่เรื่อง “การประหยัด” เป็นหลัก เพราะเมื่อคุณสามารถประหยัดไฟได้แล้ว แน่นอนว่าคุณก็จ่ายค่าไฟน้อยลง อีกส่วนหนึ่งทำให้การไฟ้ฟ้าลดการสูญเสียในสายส่งไฟฟ้า สุดท้ายเอาสองส่วนนี้รวมกัน ก็คือช่วยประเทศชาติประหยัดงบประมาณได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่หันมาใช้คอมพิวเตอร์เพาเวอร์ซัพพลาย 80+ เท่านั้น.

--------------------
ที่มา - www.hualian.co.th




วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

F1 ถึง F12 รู้ไหมว่ามันทำอะไรได้บ้าง

คีย์ที่กล่าวมาส่วนมากเราจะเรียนกมันว่า “ฟังก์ชันคีย์”  F1 ถึง F12 อาจมีความหลากหลายของการใช้งานที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งและโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่เปิดอยู่ซึ่งจะเปลี่ยนวิธีการของแต่ละคีย์เหล่านี้


ยังรวมถึงการใช้งานฟังก์ชันคีย์รวมดับคีย์ ALT หรือ CTRL เช่นผู้ใช้ Microsoft Windows สามารถกด ALT + F4 เพื่อปิดโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ด้านล่างเป็นรายการบางส่วนของการทำงานของคีย์ฟังก์ชั่นในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Microsoft Windows แต่จะไม่ใช่ทุกโปรแกรมที่                   สนับสนุนฟังก์ชันคีย์

F1
  • มักจะใช้เป็นคีย์ช่วยเกือบทุกโปรแกรมจะเปิดหน้าจอ
  • ป้อนการตั้งค่า CMOS
  • Windows Key + F1 จะเปิดตัวช่วยของ Microsoft Windows
  • เปิดบานหน้าต่างงาน

F2
  • ใน Windows จะใช้ในการเปลี่ยนชื่อไอคอนหรือไฟล์
  • Alt + Ctrl + F2 เปิดเอกสารใหม่ในโปรแกรม Microsoft Word .
  • Ctrl + F2 จะแสดงหน้าต่างตัวอย่างก่อนพิมพ์ใน Microsoft Word
  • เข้าสู่การป้อนการตั้งค่า CMOS หรือ Bios

F3
  • เปิดคุณลักษณะการค้นหาในหลายๆโปรแกรมรวมถึง Microsoft Windows
  • ใน MS – DOS หรือ Windows ของบรรทัดคำสั่ง F3 จะทำซ้ำคำสั่งสุดท้าย
  • Shift + F3 จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อความใน Microsoft Word

F4
  • เปิดพบหน้าต่าง
  • ทำซ้ำการกระทำล่าสุด ( Word 2000 ขึ้นไป )
  • Alt + F4 จะปิดโปรแกรมที่ใช้งานอยู่ใน Microsoft Windows
  • Ctrl + F4 จะปิดหน้าต่างที่เปิดอยู่ในหน้าต่างที่ใช้งานในปัจจุบันใน Microsoft Windows

F5
  • ในทุกเบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ต F5 จะรีเฟรชหรือโหลดหน้าเว็บหรือหน้าต่างเอกสาร
  • เปิดหน้าค้นหา แทนที่ และไปที่หน้าต่างใน Microsoft Word
  • เริ่มสไลด์โชว์ใน PowerPoint

F6
  • ย้ายเคอร์เซอร์ไปที่ Address bar ใน Internet Explorerและ Mozilla Firefox .
  • Ctrl + Shift + F6 เปิดไปยังเอกสารอื่น ๆ ใน Microsoft Word

F7
  • ปกติจะใช้เพื่อตรวจสอบการสะกดและไวยากรณ์ตรวจสอบเอกสารในโปรแกรม Microsoft เช่น Microsoft Word, Outlook, ฯลฯ
  • Shift + F7 ทำงานตรวจสอบบนคำที่ไฮไลต์
  • เปิดการใช้งานเลือนหน้าต่างด้วยปุ่มลูกศรบนคีย์บอร์ดใน Mozilla Firefox

F8
  • แป้นฟังก์ชันที่ใช้ในการเข้าสู่เมนูเริ่มต้น Windows, นิยมใช้ในการเข้าถึง Windows แบบ Safe Mode .

F9
  • เปิดแถบเครื่องมือวัดใน Quark 5.0

F10
  • ใน Microsoft Windows เปิดใช้งานแถบเมนูของโปรแกรมที่เปิดอยู่
  • Shift + F10 เป็นเช่นเดียวกับการคลิกขวาบนไอคอนที่ไฮไลต์ไฟล์หรือการเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต
  • การเข้าถึงการกู้คืนพาร์ทิชันที่ซ่อนอยู่ ของ HP และ Sony คอมพิวเตอร์
  • ป้อนการตั้งค่า CMOS .

F11
  • โหมดเต็มหน้าจอในเบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ต
  • CTRL + F11 การเข้าถึง การกู้คืนพาร์ทิชันที่ซ่อนอยู่ในคอมพิวเตอร์ของ Dell
  • การเข้าถึงการกู้คืนพาร์ทิชันที่ซ่อนอยู่บน eMachines, Gateway, และคอมพิวเตอร์ Lenovo

F12
  • เปิดหน้าที่ทำการบันทึกใน Microsoft Word
  • SHIFT + F12 บันทึกเอกสาร Microsoft Word
  • Ctrl + Shift + F12 พิมพ์เอกสารใน Microsoft Word

ที่มา - http://www.phawong.com/?p=38




วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ถอด แฟรชไดรฟ์ ไร้กังวล

 

 หลายๆท่านคงไม่อยากเสีย USB ไปในขณะที่ท่านรีบ การถอด USB ขณะที่  USB กำลังทำงานอยู่ อาจจะทำให้เกิดอาการไฟกระชาก จะทำให้ USB ของท่านเสีย วันนี้ผมมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันครับ เพื่อถนอม USB ไว้ให้เราใช้นานๆครับ

คลิกขวา MyComputer เลือก Manage ครับ


คลิกหัวข้อ Device Manager  >> แล้วไปที่ Disk driver กดรูป + เลยครับ


เลือก Drive ของเราที่เป็น USB ครับ >> แล้วดับเบิ้ลคลิกขึ้นมา เลื่อนไปหัวข้อ Policies >> เลือกหัวข้อ Optimize for quick remonal ครับ (ถ้าหากเป็น Windows 7 หัวข้อ จะเขียนว่า Quick remobeal) แล้วกด OK เลยครับ


ฝากกด Like&Share ด้วยนะครับ หรือ กดโฆษณาวันละครั้ง เพื่อเป็นกำลังใจให้เว็บครับ ^^








วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทิปไอที - เคล็ดไม่ลับ จากนีเวียไทยแลนด์

สวัสดีครับ วันนี้ผมได้ข้าไปที่เฟนเพจของนีเวียไทยแลนด์ ผมเลยเก็บเคล็ดไม่ลับมาฝากกันครับ 
(ใช้ดีบอกต่อด้วยน๊าา) <3






ขอขอบคุณ facebook.com/NIVEAFORMENThailand

ฝากกด Like&Share ด้วยนะครับ หรือคลิกโฆษณาวันละครั้งเพื่อเป็นกำลังใจให้เว็บอยู่ต่อครับ ^^



วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เทคนิคการเลือกซื้อการ์ดจอ ให้คุ้มราคาที่สุด


วันนี้มีบทความมาแนะนำสำหรับวิธีการเลือกซื้อการ์ดจอแบบเทพๆให้คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแต่อย่างไรหากยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อจริงๆก็ทนใช้เล่นอันเก่าไปก่อนเพราะการ์ดจอเดี๋ยวออกมาราคาแพงเหมือนกันสู้ว่ารอสักหน่อยเผื่อประหยัดงบไปได้หลาย..
Radeon HD 7990 Dual GPU graphics card

ค่ายแดงหรือเขียวดี

        คำถามแรกที่ตั้งขึ้นมาก่อน เพราะเป็นคำถามที่มีเงื่อนไขไม่เยอะมาก นั่นคือจะเอาค่าย AMD หรือ NVIDIA ดี (เหมือนกับเลือกมือถือนั่นแหละ) โดยส่วนตัวเคยใช้มาทั้งสองค่าย แอบชอบใจกับ NVIDIA ที่ให้ประสิทธิภาพดีและปัญหาน้อยกว่า ในขณะที่ AMD ดูจะแกว่งๆเวลาดีก็ดีน่าใจหาย เวลาทีปัญหาก็น่าปวดหัว ซึ่งน่าจะมาจากไดร์เวอร์ แต่เอาเป็นว่าถ้าได้เอาระหว่างสองค่ายนี้ก็เลือกไม่ถูกจริงๆ

ต้องการประสิทธิภาพมากแค่ไหน

          การ์ดจอนั้นถ้าแบ่งอย่างหยาบๆ จะแบ่งได้ออกเป็น ระดับ ล่างกลางและสูง ซึ่งราคาก็อยู่ที่ระดับ 1,000 - 4,000 บาท 4,000 - 8,000บาท และระดับเทพที่เค้าใช้กันก็หมื่นอัพขึ้นไป แต่การจะเลือกซื้อการ์ดจอควรดูขนาดของจอและความละเอียดด้วย ไม่ใช่ว่าเอะอะจะซื้อแบบดีดี แต่จอของคุณปรับได้แค่ 1200x800 ก็เหมือนเอาของมาละลายกับน้ำ เวลาเล่นเกมส์เป้าหมายของเราก็คือได้ความคมชัด สวย สมจริง เพิ่มความอรรถรสในการเล่นเป็นอย่างยิ่ง แต่จะให้ดีช่วยเหลือแค่ระดับปานกลางก็พอ ด้วยงบขนาดนี้สามารถซื้อ GeForce 640,650,650Ti ของตระกูล NVIDIA ส่วน AMDนั้นตัวที่น่าสนใจน่าจะอยู่ที่ Redeon HD7770 ซึ่งราคาถูกและคุ้มค่ามากเลยทีเดียว

เมื่อเทียบผล Benchmark

         การใช้ Benchmark จะสามารถช่วยในการตัดสินใจได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งผลส่วนใหญ่นั้น GF650 กับ HD7770 นั้นใกล้เคียงกันแต่ราคาHD7770 จะถูกกว่าเกือบพันบาท ในขณะที่ GF650Ti ราคาจะโดดไป พันนิดๆ แต่ประสิทธิภาพก็ขึ้นไปพอสมควรเลยทีเดียว ถ้าดูจากตัวเลือกเหล่านี้คงต้องบอกว่า GF650Ti น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แต่ถ้าถึงเวลาซื้อแล้วงบไม่พอ เพราะเอาไปเที่ยวปีใหม่หมดก็คงต้องลงเอยกับHD7770 แทน ส่วนจะเป็นการ์ดจอยี่ห้อไหนเดี๋ยวค่อยไปดูออปชั่นและราคาอีกทีหนึ่ง

ตกรุ่นไม่ก็มือสอง

         อีกทางเลือกหนึ่งที่มองไว้คือถ้าหากว่างบที่ว่ามานี้ยังไม่ได้ตัวที่ถูกใจ อาจจะเริ่มมองหา อดีตเทพ การ์ดจอระดับสูงรุ่นเก่าไม่มาก ซึ่งราคาก็จะตกลงมาพอสมควรเรื่องความแรงคงไม่ต้องพูดถึง จะเสียเปรียบก็แค่เทคโนโลยีที่อาจจะไม่รองรับของใหม่ๆ ซึ่งจากการสำรวจตลาดดูว่า งบไม่เกินหกพันสามารถซื้อการ์ดจอระดับ Mid-High ได้แบบมีประกันเหลือๆด้วยซ้ำ
it photo 174616 52
HD 7770 ราคาคุ้มค่าจริงๆ
gtx650ti
GF650Ti ก็น่าลองเล่นอยู่เหมือนกัน แรงเอาเรื่อง


ที่มา - muangpran.ac.th



ทำความรู้จักกับ RAID 0 - RAID 1 และวิธีการทำครับ


RAID 0
.....เรามาทำความ รู้จักกับ Raid0 กันก่อนนะ RAID0 หรือ Disk Striping เป็นการนำเอาฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวขึ้นไปมารวมกันเป็นตัวเดียว และระบบปฏิบัติการจะมองเห็นเป็นฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว RAID0 จะใช้การ Striping คือการแบ่งข้อมูลออกเป้นส่วนๆ หรือเป็นบล๊อคๆ แล้วก็นำไปเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวนั่นเอง ซึ่งข้อมูลส่วนที่ 1, 3, 5, 7 จะบันทึกลงฮาร์ดดิสก์ตัวหนึ่ง แต่ข้อมูลที่ 2, 4, 6, 8 ถูกเก็บไว้ฮาร์ดดิสก์อีกตัวหนึ่ง งงมั๊ยอ่ะ ^ ^ การเขียนและการอ่านข้อมูล 8 ส่วนที่ว่ามาเนี่ยจะใช้เวลาเร็วกว่าการอ่านและเขียนบนฮาร์ดดิสก์เพียงตัว เดียว เพราะว่าใช้หัวอ่านฮาร์ดดิสก์หลายตัวไง แต่ RAID0 มันเหมาะกับการเก็บข้อมูลแบบที่ต้องการประสิทธิภาพด้านความเร็ว แต่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลซักเท่าไหร่ T_T ข้อด้อยของฮาร์ดดิสก์แบบนี้ก็คือว่าถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย ข้อมูลทั้งหมดก็จะเสียหายด้วยอ่ะจิ แง้ ๆ เอาหล่ะ ฟังมาพอเป็นพิธีไปดูวิธีการทำเลยดีฝ่าเนอะ แพล่มมากไปแระแก...นังอ้าม
วิธีการทำ Raid 0
1) สิ่งที่ต้องมีในการทำ Raid คือฮาร์ดดิสก์ 3 ลูก ที่ต้องใช้ 3 เพราะว่าเราจะรวม 2 ลูกเข้าด้วยกัน
ส่วนอีกลูกใช้เป็นตัวปฏิบัติการทำ Raid ควรใช้ฮาร์ดดิสก์ยี่ห้อเดียวกัน ความจุเท่ากันนะเพราะว่า
ถ้าความจุไม่เท่ากันมันจะอิงฮาร์ดดิสก์ตัวที่มีความจุน้อยกว่าทำให้เราเสียพื้นที่จากฮาร์ดดิสก์ตัว
ที่มากกว่าไปเลยดิ
2) ระบบปฏิบัติการ Windows XP อ่อ ลืมบอกไปว่าการที่จะทำ Raid ได้นั้นเมนบอร์ดของเพื่อนๆ
จะต้องรองรับการทำ Raid ด้วยนะ สังเกตได้จากไดร์เวอร์ของเมนบอร์ดมันจะมีแถมมาให้ อิอิ
3) สมมติว่าตอนนี้เราต่อฮาร์ดดิสก์เข้ากะคอมเรียบร้อยแล้วนะ แล้วก็เปิดระบบปฏิบัติการวินโดวส์
เรียบร้อยแล้ว ให้เข้าคลิกที่ Start > Setting > Control Panel >Administrative Tools >
จากนั้นดับเบิ้ลคลิกที่ Computer Management ดูตรงหัวข้อ Storege นะ แล้วเลือกที่
Disk Management เราจะมองเห็นฮาร์ดดิสก์ทั้ง 3 ตัว สองตัวแรกคือ Disk0 กะ Disk1 ซึ่ง
ฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวที่ว่านี่แหละที่เราจะทำเป็น Raid0
4) ให้สังเกตดูว่าฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวที่ว่านี้มีการแบ่งพาทิชั่นไว้รึป่าวถ้ามีให้ลบพาทิชั่นออกซะก่อน
โดยการคลิกขวาบนพื้นที่ของ Disk0 กะ Disk1 แล้วเลือก Delete Partition... ถ้ามีข้อมูล
ก็ควรจะสำรองข้อมูลไว้ก่อนน๊า ^ ^
5) ต่อไปเราจะทำการแปลงเบสิกดิสก์ไปเป็นไดนามิกดิสก์ โดยการคลิกขวาที่ Disk0 แล้วเลือก
Convert to Dynamic Disk... จากนั้นเลือกฮาร์ดดิสก์อีกตัวด้วย คือ Disk1 จากนั้นก็คลิก
OK ทีนี้ฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวนี้ก็จะกลายเป็นไดนามิกดิสก์ อิอิ
6) ต่อไปให้คลิกขวาบนพื้นที่ของ Disk0 แล้วเลือก New Volume... แล้วมันจะมีวิซาร์ดขึ้นมา
ให้เลือก Next ผ่านไป ต่อมาให้เลือก Striped คลิกปุ่ม Next จากนั้นให้เลือก Disk1ในช่อง
Available : แล้วก็คลิกปุ่ม Add แล้วทีนี้ Disk1 มันก็จะย้ายมาอยู่ทางด้านขวามือในช่อง
Selected: แล้วคลิกปุ่ม Next
7) ถัดมาที่ช่อง Assign the following drive letter ให้เลือกตัวอักขระที่จะระบุตำแหน่งไดร์ฟ
แล้วก็คลิก Next เลย อันที่จริงเลือกอะไรก็ได้นะ เพราะมานจะเปลี่ยนทีหลังได้ ^_^ จากนั้น
เลือกหัวข้อ Format this partition with the following settings: ที่ช่อง File system:
จะมีระบบไฟล์ NTFS ให้ใช้อย่างเดียว ส่วนในช่องของ Allocation unit size: ให้คงค่าเดิม
คือ Default เอาไว้ และที่ช่อง Volume lable: ก็ตั้งชื่อตามต้องการ
8) ต่อมาที่หัวข้อ Perform a quick format ไม่ต้องเลือกนะ เพราะเราจะใช้การฟอร์แมต
แบบปกติ จากนั้นคลิกปุ่ม Next ก็จะมีสรุปรายละเอียดให้เห็นจากนั้นก็คลิกปุ่ม Finish
9) ทีนี้ก็รอจนกว่าจะเสร็จ เราก็จะได้ไดร์ฟที่มีขนาดความจุตามจำนวนของฮาร์ดดิสก์เรา ซึ่งของแกนะ
ก็คือ 80 GB หรือถ้าไม่แน่ใจก็ใช้วิธีตรวจสอบปกติแบบว่าคลิกขว่าเลือก Properties
10) เสร็จแล้วแก RAID0 ทีนี้ก็เอาไปใช้งานได้ตามปกติ อิอิ ^ ^
RAID 1
....ทีนี้เราก็มาทำความ รู้จัก Raid1 กันบ้าง อิอิ RAID1 หรือ Disk Mirroring จะตรงข้ามกับ RAID0 เพราะนำฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวมาเชื่อมต่อกันแต่เพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์จะไม่รวมกันเหมือนกับ RAID0 ข้อมูลจะถูกบันทึกลงบนฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัวพร้อมๆกัน หากมีฮาร์ดดิสก์ตัวใดชำรุดข้อมูลในฮาร์ดดิสก์อีกตัวก็จะยังคงอยู่ ประสิทธิภาพด้านความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลจะต่ำกว่า RAID0 แต่การใช้ RAID1 เน้นประสิทธิภาพในด้านความปลอดภัยของข้อมูล อ่ะถ้างั้นก็อย่ารอช้าเรามาทำ RAID1 กันเลยดีกว่า
 วิธีการทำ RAID 1
1) การนำฮาร์ดดิสก์มาทำเป็น RAID1 ควรใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุเท่ากันทั้ง 2 ตัว ถ้าใช้ความจุต่างกัน
ระบบจะถือเอาฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุน้อยเป็นตัวตั้งและควรเป็นฮาร์ดดิสก์รุ่นเดียวกันยี่ห้อเดียวกันจะดีมาก
2) ข้อสังเกตุ ถ้าฮาร์ดดิสก์แบบ SATA เมื่อนำฮาร์ดดิสก์แบบ EIDE ทั้งสองตัวติดตั้งเพิ่มเข้าไป Disk Management
จะมองเห็นฮาร์ดดิสก์แบบ EIDE เป็น Disk 0 กับ Disk 1 ส่วนฮาร์ดดิสก์ SATA จะกลายเป็น Disk 2
ถ้าเราใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ EIDE ก็จะเป็น Disk 0 ส่วนถ้านำฮาร์ดดิสก์มาติดอีกตัวก็จะเป็น Disk 1 กับ Disk 2 แทน
3) นำฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการทำ RAID มาต่อพ่วงกัน
คลิกที่ Start > Setting > Control Panel >Administrative Tools >
จากนั้นดับเบิ้ลคลิกที่ Computer Management ดูตรงหัวข้อ Storege นะ แล้วเลือกที่
Disk Management
4) ต่อไปเราจะทำการแปลงเบสิกดิสก์ไปเป็นไดนามิกดิสก์ โดยการคลิกขวาที่ Disk0 แล้วเลือก
New Volume... จะมีวิซาร์ดขึ้นมาให้เราคลิก Next ผ่านไป ต่อมาให้คลิกเลือที่ Mirrored
จากนั้นถัดมาที่ช่อง Assign the following drive letter ให้เลือกตัวอักขระที่จะระบุตำแหน่งไดร์ฟ
แล้วก็คลิก Next เลย อันที่จริงเลือกอะไรก็ได้นะ เพราะมานจะเปลี่ยนทีหลังได้ ^_^ จากนั้น
เลือกหัวข้อ Format this partition with the following settings: ที่ช่อง File system:
จะมีระบบไฟล์ NTFS ให้ใช้อย่างเดียว ส่วนในช่องของ Allocation unit size: ให้คงค่าเดิม
คือ Default เอาไว้ และที่ช่อง Volume lable: ก็ตั้งชื่อตามต้องการ
5) ต่อมาที่หัวข้อ Perform a quick format ไม่ต้องเลือกนะ เพราะเราจะใช้การฟอร์แมต
แบบปกติ จากนั้นคลิกปุ่ม Next ก็จะมีสรุปรายละเอียดให้เห็นจากนั้นก็คลิกปุ่ม Finish
ทีนี้ก็รอจนกว่าจะเสร็จ เราก็จะได้ไดร์ฟที่มีขนาดความจุตามจำนวนของฮาร์ดดิสก์เรา
6) เมื่อเสร็จแล้วจะมีแถบสีแดงเลือดหมูแสดงอยู่ นั้นก็แสดงว่าได้ฮาร์ดดิสก์ที่เป็น RAID1 แล้วววววว !!
เมื่อเสร็จแล้วก็ทำการ Restart เครื่อง แล้วก็สามารถนำฮาร์ดดิสก์ดังกล่าวมาใช้งานได้ อิอิ

ที่มา - overclockzone


E-mail Newsletter

Sign up now to receive breaking news and to hear what's new with us.

Recent Articles

TOP